มี mail ดีๆ จากเพื่อน แล้วอยากให้ทุกคนได้รู้สึกมีพลังในการทำสิ่งที่ดีๆ สักครั้งในชีวิต

แก้ใขในสิ่งที่ผิดซึ่งบางครั้งต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อแลกมันมา แต่ก็คุ้มค่าสำหรับสิ่งที่ได้รับ

ประทับใจกับความรู้สึกใน mail นี้มาก พยายามอ่านให้จบน่ะค่ะ แล้วจะเข้าใจ ว่าทำไม

 

 

พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

ความล้มเหลวในการเลือกวิถีชีวิตอาจไม่จำเป็นต้องเป็นตราบาปเสมอไป วันนี้หนูดี

มีนิทานมาเล่าให้ฟังสองเรื่องค่ะ ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นนานพอสมควรแล้ว
และหนูดีได้ฟังครั้งแรกในห้องเรียนความสุขที่มหาวิทยาลัยเพราะเป็นกฎว่า ทุกครั้งที่

เข้าห้องเรียนเราต้องผลัดเวียนกันเอาเรื่องดีๆ มาเล่าแบ่งปันกัน เรื่องนี้เพื่อนชื่อ "ชิพ"

นำมาเล่าและให้พวกเราทายกันว่า "สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร" ผู้อ่านลองอ่าน

ไปทายไปด้วยกันนะคะ และคำเฉลยอยู่ตอนท้าย มีกฎง่ายๆ ว่า อย่าแอบดูเฉลยก่อน

เพราะจะไม่ตื่นเต้นค่ะ 


เรื่องเล่าที่ 1

นานมาแล้ว อัลคาโปน เจ้าพ่อมาเฟียค้ายาเสพติดชื่อดังครองเมืองชิคาโกแทบจะทั้งเมือง

เขามีชื่อเสียงที่แสนร้ายกาจในเรื่องการค้าขายเหล้าเถื่อน ขายยาเสพติด ขายผู้หญิง

และเป็นผู้บงการการฆาตกรรมจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยถูกจับได้

 ไม่เคยต้องติดคุกเลยจากความผิดที่เขาเป็นผู้ก่อ โชคดีอันมหาศาลนี้ต้องยกประโยชน์

ให้กับ "อีซี่เอ็ดดี้" ทนายความคนเก่งของเขาที่ว่าความและใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย

ปกป้องอัลคาโปนจากเงื้อมมือของตำรวจและกระบวนการตุลาการได้เสมอมา ด้วย

เหตุแห่งความเก่งนี้เอง ส่งผลให้อัลคาโปนตอบแทนเขาอย่างจุใจด้วยค่าจ้างที่แพง

ลิบลิ่วแถมด้วยสิทธิประโยชน์อีกมากมาย รวมถึงแมนชันพักอาศัยขนาดใหญ่กลาง

เมืองชิคาโกที่กินพื้นที่ถึงหนึ่งช่วงถนนใหญ่ๆ แม่บ้านประจำบ้านเพื่อดูแลเขาและ

ครอบครัวตลอด 24 ชั่วโมง "อีซี่เอ็ดดี้" มีชีวิตที่สะดวกสบายเกินมาตรฐานของ

คนส่วนใหญ่ในเมือง แต่ท่ามกลางความสุขสบายนี้ เขากลับมีจุดอ่อนอยู่หนึ่งแห่ง

ลูกชายของเขานั่นเอง เด็กชายอยู่ชั้นประถมและได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เงินจะ

บันดาลได้ทั้งการศึกษาที่ดี รถยนต์คันใหญ่ ของเล่นมากมายและเสื้อผ้าหรูหรา

สิ่งเดียวที่ "อีซี่เอ็ดดี้" ไม่สามารถให้กับลูกชายได้ คือ ชื่อเสียงที่ดีและตัวอย่าง

ที่สมควรดำเนินรอยตาม สิ่งนี้ทรมาน "อีซี่เอ็ดดี้" อยู่อย่างเจ็บปวดภายใน และ

หลังจากตรองด้วยความลึกซึ้งเป็นเวลานานแล้ว เขาก็ตัดสินใจเข้ามอบตัวกับ

ตำรวจและถูกกันไว้เป็นพยานในเหตุการณ์สะเทือนขวัญหลายเรื่องที่อัลคาโปน

และแก๊งมาเฟียของเขาได้ก่อขึ้น การกลับตัวกลับใจครั้งนี้ เขาตั้งใจกระทำเพื่อ

เป็นตัวอย่างให้ลูกชายได้เห็นในเรื่องของศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ แต่ใน

กระบวนการนี้ เขาต้องให้การเป็นปฏิปักษ์กับอัลคาโปนและมาเฟียในแก๊ง

จำนวนมาก เขารู้ดีว่า การตัดสินใจครั้งนี้คือคำสั่งประหารชีวิตตัวเอง...แต่เขา

ไม่ต้องการทางเลือกอื่นใด...ลูกชายมีค่ากว่าชีวิตของเขาเอง 
 

หนึ่งปีให้หลังจากการมอบตัวและให้ปากคำ "อีซี่เอ็ดดี้" เสียชีวิตจากการลอบ

กระหน่ำยิงในถนนแห่งหนึ่งในเมืองชิคาโกในตอนที่เขาเดินกลับบ้านตามลำพัง

ร่างของเขามีรอยกระสุนหลายสิบรอยและเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ เขาตายแต่

ทิ้งตัวอย่างอันยิ่งใหญ่ไว้ให้ลูกชาย เมื่อตำรวจมาเก็บศพเพื่อนำกลับไปทำคดีนั้น

พวกเขาพบไม้กางเขนและภาพทางศาสนาในกระเป๋าเสื้อของ "อีซี่เอ็ดดี้" และกลอน

ที่ตัดมาจากหนังสือเขียนว่า

"นาฬิกาแห่งชีวิตหมุนเพียงครั้งเดียว และไม่มีมนุษย์คนไหนมีอำนาจในการที่จะ

บอกว่า เข็มจะหยุดเดินเมื่อใด เราจะมีเวลามากหรือน้อยเพียงใด เวลาในปัจจุบัน

นี้คือสิ่งเดียวที่คุณเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง จงใช้ชีวิต จงรัก จงทำงานด้วยการ

มีเป้าหมาย และอย่าเชื่อมั่นว่าเวลาจะคงอยู่ตลอดไป เพราะเข็มอาจจะหยุดเดิน

ได้ก่อนที่คุณจะคาดคิดถึง"
 
เรื่องเล่าที่ 2

สงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างฮีโร่จำนวนมาก แต่น้อยคนจะได้รับเกียรติเท่ากับ

นักบินรบท่านหนึ่ง คือ บุช โอแฮร์ ซึ่งเป็นนักบินรบที่ถูกส่งไปรบยังแปซิฟิก

ใต้ร่วมกับทีมเรือสงครามเล็กซิงตัน ในภารกิจหนึ่งซึ่งทีมเครื่องบินรบทั้งทีม

ของเขาจำนวนสิบกว่าลำกำลังออกปฏิบัติการกลางอากาศ โอแฮร์สังเกตว่า

ถังน้ำมันของเขาไม่ได้เติมจนเต็ม ดังนั้น เขาจะไม่มีน้ำมันมากเพียงพอที่จะ

อยู่ร่วมจนครบภารกิจ หัวหน้าทีมนักบินรบจึงให้สัญญาณโอแฮร์กลับไปรอ

ยังเรือรบและเติมน้ำมัน ....ด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่งแต่มิอาจขัดขืนคำสั่ง

ได้ เขาจึงบินออกจากกลุ่มและหันเหเส้นทางการบินกลับสู่เรือรบ แต่ในระหว่าง

ทางกลับนั้นเอง เขาเห็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เลือดทั้งร่างกายของเขาจับตัวเย็นเฉียบ

เครื่องบินรบ "ซีโร่ส์" กลุ่มใหญ่ของกองทัพญี่ปุ่นกำลังบินเข้าหาเรือเล็กซิงตัน

และในเมื่อฝูงเครื่องบินรบอเมริกันทั้งหมดได้ออกปฏิบัติภารกิจในที่ไกลออก

ไปเกินกว่าจะบินกลับมาช่วยได้ทัน ก็เท่ากับว่าเรือรบอเมริกันจะกลายเป็นเป้า

นิ่งให้กองทัพญี่ปุ่นยิงถล่มเข่นฆ่าทหารได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องเสียเวลา

ตัดสินใจเรื่องสวัสดิภาพของตนเองแม้แต่วินาทีเดียว โอแฮร์ตัดสินใจบินเดี่ยว

เข้าใส่ฝูงเครื่องบินรบญี่ปุ่น และเริ่มต้นการยิงต่อสู้ แน่นอนว่า เครื่องบินรบที่

มีปืนกล 50 กระบอกของเขานั้นทำให้ฝ่ายญี่ปุ่นประหลาดใจไม่น้อย แต่ก่อน

ที่เขาจะยิงฝ่ายตรงข้ามทิ้งได้ทุกลำกระสุนของเขาก็หมดลง แต่ถึงกระนั้น

โอแฮร์ก็ไม่ได้หมดกำลังใจ....แม้ไม่มีกระสุนเหลือ แต่เขาก็ตัดสินใจเอา

เครื่องบินของตนเองพุ่งเข้าชนฝ่ายญี่ปุ่นอย่างรวดเร็วด้วยความหวังว่าจะ

ทำลายปีกหรือหางของเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้เกิดความเสียหายจน

บินต่อไม่ได้และหล่นลงทะเลไปบ้าง ในที่สุดฝูงบินญี่ปุ่นจึงตัดสินใจล้มเลิก

ภารกิจการโจมตีกลางคันและบินหนีไป ท่ามกลางความโล่งใจของโอแฮร์

เขาหันเครื่องบินกลับสู่เรือรบเล็กซิงตันและรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา

กล้องวิดีโอที่ติดกับปืนกลประจำเครื่องบินรบได้บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดไว้

และแสดงให้เห็นว่าเขาได้ยิงเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามตกไปถึง 5 ลำ เรื่องนี้ทำ

ให้โอแฮร์ได้เป็นฮีโร่คนแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับเหรียญแสดง

ความกล้าหาญระดับสูงจากรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งเขาเป็นนักบินรบจากกองทัพเรือ

คนแรกที่ได้รับเหรียญกล้าหาญประเภทนี้ 1 ปีถัดมา บุช โอแฮร์ เสียชีวิตจากการ

ต่อสู้ระยะประชิดทางอากาศด้วยวัยเพียง 29 ปี
 

ชาวเมืองชิคาโกซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาไม่ยอมให้เรื่องราวของฮีโร่คนนี้หาย

ไปจากความทรงจำของทุกคนอย่างง่ายดายนัก ดังนั้น ชาวเมืองชิคาโกจึง

ตัดสินใจนำชื่อของเขามาตั้งเป็นชื่อของสนามบินนานาชาติสร้างใหม่ประจำ

เมืองชื่อว่า "สนามบินนานาชาติ ชิคาโก โอแฮร์" และพวกเขาได้สร้างรูปปั้น

ของ บุช โอแฮร์ ประดับด้วยเหรียญกล้าหาญของเขาไว้ที่ทางเดินเชื่อมระหว่าง

อาคารผู้โดยสารที่ 1 และที่ 2 ซึ่งทุกวันนี้หากคุณเดินทางไปอเมริกาและต้อง

เปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนี้ ก็ยังสามารถแวะไปเยี่ยมชมรูปปั้นได้เสมอค่ะ
 

คำถาม: เรื่องเล่า 2 เรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไร

หลายคนอาจทายว่า ทั้ง 2 เรื่องเกิดขึ้นที่เมืองชิคาโกเหมือนๆ กัน ซึ่งหนูดีและ

บรรดาเพื่อนๆ ที่ฟังก็ทายเช่นนี้ แต่คำตอบที่แท้จริงก็คือ

"บุช โอแฮร์ เป็นลูกชายแท้ๆ ของทนาย อีซี่เอ็ดดี้"


ใช่แล้วค่ะ...
ความล้มเหลว ผิดพลาด ไม่ใช่ตราบาปที่เราแก้ไขไม่ได้ ทั้งหมด

ขึ้นอยู่ที่มุมมองของเราและการกล้าลงมือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรียนรู้จากสิ่งที่เรา

ได้ทำพลาดไป...และมีใครทายถูกบ้างคะ

แล้วเพื่อนๆ พี่ๆ เข้าใจหรือเปล่าค่ะ ว่าทำไม แม่ดาวรัน ถึงอยากให้ทุกคนอ่าน แล้วพบกันใหม่ค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

#9 By (125.27.99.109) on 2010-09-27 10:24

เดจาวู
เคยมีคนเล่าให้ฟังแล้ว สุดยอดเลย คุณพ่อ

#8 By Shuu Exteen on 2008-11-20 20:32

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆที่เอามาแบ่งปันกันครับ

เคยผ่านไปที่สนามบิน O'Hare หลายครั้ง แต่ไม่เคยทราบเรื่องราวเลยจนวันนี้

big smile

#7 By แรงใจไฟฝัน on 2008-11-20 15:29

อยู่ที่จิตใจ...

#6 By PunPrai on 2008-11-15 20:10

แปลกนะเพื่อนผมชอบอ่านอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงชีวิต

แต่...ไม่เคยเปลี่ยนแปลงความคิดได้เลย...

#5 By ผู้กองโหด!!! on 2008-11-15 12:30

กระซิบบอกเบาๆ ที่ข้างหูนะครับ...
แค่ได้ยินกันสองคน...
open-mounthed smile
ปัญหามีไว้คิดและแก้ไข สู้ต่อไปไอ้มดแดงbig smile

#3 By Meowzilla Zilla on 2008-11-14 18:25

คุณชายคลอง เอา E-mail ให้แม่ดาวรันสิค่ะ แล้วจะส่งเรื่องดีๆ ให้อ่าน

ทำงัยดี Entry ของตัวเอง เว้นช่องว่างเย่อะจัง ช่วยด้วยจ้า

#2 By dowrun happy on 2008-11-14 15:20

confused smile ทายไม่ถูกเหมือนกันครับ แต่อ่านแล้วได้ข้อคิดที่ดีมากครับ

ทำไมฟอร์เวิร์ดเมล์ของคนอื่นเขามีเรื่องดีๆให้อ่าน ส่วนฟอร์เวิร์ดเมล์ของผมเจอแต่มาขายยาไวอาก้า เซ็งจิตจริงเลย angry smile

#1 By ชายคลอง on 2008-11-14 14:59