พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
posted on 14 Nov 2008 09:24 by dowrunมี mail ดีๆ จากเพื่อน แล้วอยากให้ทุกคนได้รู้สึกมีพลังในการทำสิ่งที่ดีๆ สักครั้งในชีวิต
แก้ใขในสิ่งที่ผิดซึ่งบางครั้งต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อแลกมันมา แต่ก็คุ้มค่าสำหรับสิ่งที่ได้รับ
ประทับใจกับความรู้สึกใน mail นี้มาก พยายามอ่านให้จบน่ะค่ะ แล้วจะเข้าใจ ว่าทำไม
พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
ความล้มเหลวในการเลือกวิถีชีวิตอาจไม่จำเป็นต้องเป็นตราบาปเสมอไป วันนี้หนูดี
มีนิทานมาเล่าให้ฟังสองเรื่องค่ะ ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นนานพอสมควรแล้ว
และหนูดีได้ฟังครั้งแรกในห้องเรียนความสุขที่มหาวิทยาลัยเพราะเป็นกฎว่า ทุกครั้งที่
เข้าห้องเรียนเราต้องผลัดเวียนกันเอาเรื่องดีๆ มาเล่าแบ่งปันกัน เรื่องนี้เพื่อนชื่อ "ชิพ"
นำมาเล่าและให้พวกเราทายกันว่า "สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร" ผู้อ่านลองอ่าน
ไปทายไปด้วยกันนะคะ และคำเฉลยอยู่ตอนท้าย มีกฎง่ายๆ ว่า อย่าแอบดูเฉลยก่อน
เพราะจะไม่ตื่นเต้นค่ะ
เรื่องเล่าที่ 1
นานมาแล้ว อัลคาโปน เจ้าพ่อมาเฟียค้ายาเสพติดชื่อดังครองเมืองชิคาโกแทบจะทั้งเมือง
เขามีชื่อเสียงที่แสนร้ายกาจในเรื่องการค้าขายเหล้าเถื่อน ขายยาเสพติด ขายผู้หญิง
และเป็นผู้บงการการฆาตกรรมจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยถูกจับได้
ไม่เคยต้องติดคุกเลยจากความผิดที่เขาเป็นผู้ก่อ โชคดีอันมหาศาลนี้ต้องยกประโยชน์
ให้กับ "อีซี่เอ็ดดี้" ทนายความคนเก่งของเขาที่ว่าความและใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย
ปกป้องอัลคาโปนจากเงื้อมมือของตำรวจและกระบวนการตุลาการได้เสมอมา ด้วย
เหตุแห่งความเก่งนี้เอง ส่งผลให้อัลคาโปนตอบแทนเขาอย่างจุใจด้วยค่าจ้างที่แพง
ลิบลิ่วแถมด้วยสิทธิประโยชน์อีกมากมาย รวมถึงแมนชันพักอาศัยขนาดใหญ่กลาง
เมืองชิคาโกที่กินพื้นที่ถึงหนึ่งช่วงถนนใหญ่ๆ แม่บ้านประจำบ้านเพื่อดูแลเขาและ
ครอบครัวตลอด 24 ชั่วโมง "อีซี่เอ็ดดี้" มีชีวิตที่สะดวกสบายเกินมาตรฐานของ
คนส่วนใหญ่ในเมือง แต่ท่ามกลางความสุขสบายนี้ เขากลับมีจุดอ่อนอยู่หนึ่งแห่ง
ลูกชายของเขานั่นเอง เด็กชายอยู่ชั้นประถมและได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เงินจะ
บันดาลได้ทั้งการศึกษาที่ดี รถยนต์คันใหญ่ ของเล่นมากมายและเสื้อผ้าหรูหรา
สิ่งเดียวที่ "อีซี่เอ็ดดี้" ไม่สามารถให้กับลูกชายได้ คือ ชื่อเสียงที่ดีและตัวอย่าง
ที่สมควรดำเนินรอยตาม สิ่งนี้ทรมาน "อีซี่เอ็ดดี้" อยู่อย่างเจ็บปวดภายใน และ
หลังจากตรองด้วยความลึกซึ้งเป็นเวลานานแล้ว เขาก็ตัดสินใจเข้ามอบตัวกับ
ตำรวจและถูกกันไว้เป็นพยานในเหตุการณ์สะเทือนขวัญหลายเรื่องที่อัลคาโปน
และแก๊งมาเฟียของเขาได้ก่อขึ้น การกลับตัวกลับใจครั้งนี้ เขาตั้งใจกระทำเพื่อ
เป็นตัวอย่างให้ลูกชายได้เห็นในเรื่องของศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ แต่ใน
กระบวนการนี้ เขาต้องให้การเป็นปฏิปักษ์กับอัลคาโปนและมาเฟียในแก๊ง
จำนวนมาก เขารู้ดีว่า การตัดสินใจครั้งนี้คือคำสั่งประหารชีวิตตัวเอง...แต่เขา
ไม่ต้องการทางเลือกอื่นใด...ลูกชายมีค่ากว่าชีวิตของเขาเอง
หนึ่งปีให้หลังจากการมอบตัวและให้ปากคำ "อีซี่เอ็ดดี้" เสียชีวิตจากการลอบ
กระหน่ำยิงในถนนแห่งหนึ่งในเมืองชิคาโกในตอนที่เขาเดินกลับบ้านตามลำพัง
ร่างของเขามีรอยกระสุนหลายสิบรอยและเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ เขาตายแต่
ทิ้งตัวอย่างอันยิ่งใหญ่ไว้ให้ลูกชาย เมื่อตำรวจมาเก็บศพเพื่อนำกลับไปทำคดีนั้น
พวกเขาพบไม้กางเขนและภาพทางศาสนาในกระเป๋าเสื้อของ "อีซี่เอ็ดดี้" และกลอน
ที่ตัดมาจากหนังสือเขียนว่า
"นาฬิกาแห่งชีวิตหมุนเพียงครั้งเดียว และไม่มีมนุษย์คนไหนมีอำนาจในการที่จะ
บอกว่า เข็มจะหยุดเดินเมื่อใด เราจะมีเวลามากหรือน้อยเพียงใด เวลาในปัจจุบัน
นี้คือสิ่งเดียวที่คุณเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง จงใช้ชีวิต จงรัก จงทำงานด้วยการ
มีเป้าหมาย และอย่าเชื่อมั่นว่าเวลาจะคงอยู่ตลอดไป เพราะเข็มอาจจะหยุดเดิน
ได้ก่อนที่คุณจะคาดคิดถึง"
เรื่องเล่าที่ 2
สงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างฮีโร่จำนวนมาก แต่น้อยคนจะได้รับเกียรติเท่ากับ
นักบินรบท่านหนึ่ง คือ บุช โอแฮร์ ซึ่งเป็นนักบินรบที่ถูกส่งไปรบยังแปซิฟิก
ใต้ร่วมกับทีมเรือสงครามเล็กซิงตัน ในภารกิจหนึ่งซึ่งทีมเครื่องบินรบทั้งทีม
ของเขาจำนวนสิบกว่าลำกำลังออกปฏิบัติการกลางอากาศ โอแฮร์สังเกตว่า
ถังน้ำมันของเขาไม่ได้เติมจนเต็ม ดังนั้น เขาจะไม่มีน้ำมันมากเพียงพอที่จะ
อยู่ร่วมจนครบภารกิจ หัวหน้าทีมนักบินรบจึงให้สัญญาณโอแฮร์กลับไปรอ
ยังเรือรบและเติมน้ำมัน ....ด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่งแต่มิอาจขัดขืนคำสั่ง
ได้ เขาจึงบินออกจากกลุ่มและหันเหเส้นทางการบินกลับสู่เรือรบ แต่ในระหว่าง
ทางกลับนั้นเอง เขาเห็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เลือดทั้งร่างกายของเขาจับตัวเย็นเฉียบ
เครื่องบินรบ "ซีโร่ส์" กลุ่มใหญ่ของกองทัพญี่ปุ่นกำลังบินเข้าหาเรือเล็กซิงตัน
และในเมื่อฝูงเครื่องบินรบอเมริกันทั้งหมดได้ออกปฏิบัติภารกิจในที่ไกลออก
ไปเกินกว่าจะบินกลับมาช่วยได้ทัน ก็เท่ากับว่าเรือรบอเมริกันจะกลายเป็นเป้า
นิ่งให้กองทัพญี่ปุ่นยิงถล่มเข่นฆ่าทหารได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องเสียเวลา
ตัดสินใจเรื่องสวัสดิภาพของตนเองแม้แต่วินาทีเดียว โอแฮร์ตัดสินใจบินเดี่ยว
เข้าใส่ฝูงเครื่องบินรบญี่ปุ่น และเริ่มต้นการยิงต่อสู้ แน่นอนว่า เครื่องบินรบที่
มีปืนกล 50 กระบอกของเขานั้นทำให้ฝ่ายญี่ปุ่นประหลาดใจไม่น้อย แต่ก่อน
ที่เขาจะยิงฝ่ายตรงข้ามทิ้งได้ทุกลำกระสุนของเขาก็หมดลง แต่ถึงกระนั้น
โอแฮร์ก็ไม่ได้หมดกำลังใจ....แม้ไม่มีกระสุนเหลือ แต่เขาก็ตัดสินใจเอา
เครื่องบินของตนเองพุ่งเข้าชนฝ่ายญี่ปุ่นอย่างรวดเร็วด้วยความหวังว่าจะ
ทำลายปีกหรือหางของเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้เกิดความเสียหายจน
บินต่อไม่ได้และหล่นลงทะเลไปบ้าง ในที่สุดฝูงบินญี่ปุ่นจึงตัดสินใจล้มเลิก
ภารกิจการโจมตีกลางคันและบินหนีไป ท่ามกลางความโล่งใจของโอแฮร์
เขาหันเครื่องบินกลับสู่เรือรบเล็กซิงตันและรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา
กล้องวิดีโอที่ติดกับปืนกลประจำเครื่องบินรบได้บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดไว้
และแสดงให้เห็นว่าเขาได้ยิงเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามตกไปถึง 5 ลำ เรื่องนี้ทำ
ให้โอแฮร์ได้เป็นฮีโร่คนแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับเหรียญแสดง
ความกล้าหาญระดับสูงจากรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งเขาเป็นนักบินรบจากกองทัพเรือ
คนแรกที่ได้รับเหรียญกล้าหาญประเภทนี้ 1 ปีถัดมา บุช โอแฮร์ เสียชีวิตจากการ
ต่อสู้ระยะประชิดทางอากาศด้วยวัยเพียง 29 ปี
ชาวเมืองชิคาโกซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาไม่ยอมให้เรื่องราวของฮีโร่คนนี้หาย
ไปจากความทรงจำของทุกคนอย่างง่ายดายนัก ดังนั้น ชาวเมืองชิคาโกจึง
ตัดสินใจนำชื่อของเขามาตั้งเป็นชื่อของสนามบินนานาชาติสร้างใหม่ประจำ
เมืองชื่อว่า "สนามบินนานาชาติ ชิคาโก โอแฮร์" และพวกเขาได้สร้างรูปปั้น
ของ บุช โอแฮร์ ประดับด้วยเหรียญกล้าหาญของเขาไว้ที่ทางเดินเชื่อมระหว่าง
อาคารผู้โดยสารที่ 1 และที่ 2 ซึ่งทุกวันนี้หากคุณเดินทางไปอเมริกาและต้อง
เปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนี้ ก็ยังสามารถแวะไปเยี่ยมชมรูปปั้นได้เสมอค่ะ
คำถาม: เรื่องเล่า 2 เรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไร
หลายคนอาจทายว่า ทั้ง 2 เรื่องเกิดขึ้นที่เมืองชิคาโกเหมือนๆ กัน ซึ่งหนูดีและ
บรรดาเพื่อนๆ ที่ฟังก็ทายเช่นนี้ แต่คำตอบที่แท้จริงก็คือ
"บุช โอแฮร์ เป็นลูกชายแท้ๆ ของทนาย อีซี่เอ็ดดี้"

ใช่แล้วค่ะ...ความล้มเหลว ผิดพลาด ไม่ใช่ตราบาปที่เราแก้ไขไม่ได้ ทั้งหมด
ขึ้นอยู่ที่มุมมองของเราและการกล้าลงมือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรียนรู้จากสิ่งที่เรา
ได้ทำพลาดไป...และมีใครทายถูกบ้างคะ
แล้วเพื่อนๆ พี่ๆ เข้าใจหรือเปล่าค่ะ ว่าทำไม แม่ดาวรัน ถึงอยากให้ทุกคนอ่าน แล้วพบกันใหม่ค่ะ
ทำไมฟอร์เวิร์ดเมล์ของคนอื่นเขามีเรื่องดีๆให้อ่าน ส่วนฟอร์เวิร์ดเมล์ของผมเจอแต่มาขายยาไวอาก้า เซ็งจิตจริงเลย
#1 By ชายคลอง on 2008-11-14 14:59